สำหรับวัยทำงานอย่างเรา การต้องเลือกเครื่องถ่ายเอกสารเข้าออฟฟิศสักเครื่องอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งหัวหน้ามอบหมายงานนี้มาให้! หรือบางครั้งเครื่องที่ใช้อยู่ดันทำงานไม่ทันใจเอาเสียเลย การรู้จักประเภทของเครื่องถ่ายเอกสารจะช่วยให้คุณเลือกเครื่องที่ “พอดี” กับการใช้งาน ไม่ต้องจ่ายแพงเกินจำเป็น และไม่ต้องหงุดหงิดกับฟังก์ชันที่ขาดหายไป
วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประเภทของเครื่องถ่ายเอกสารแบบฉบับเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณกลายเป็นกูรูประจำออฟฟิศกันครับ
แบ่งประเภทตามการใช้งาน: คุณคือสายไหน?
เราสามารถแบ่งเครื่องถ่ายเอกสารออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ตามฟังก์ชันและลักษณะการติดตั้ง ดังนี้ครับ:
1. เครื่องถ่ายเอกสารขาว-ดำ (Monochrome Copiers)
ประเภทที่คลาสสิกที่สุด เน้นงานเอกสารขาว-ดำเป็นหลัก
- เหมาะกับใคร: ออฟฟิศที่เน้นพิมพ์เอกสารบัญชี รายงานสรุป หรือเอกสารภายในที่ไม่เน้นความสวยงามของสี
- จุดเด่น: ค่าหมึกถูกมาก ความเร็วในการพิมพ์สูง และตัวเครื่องมีความทนทานสูง
2. เครื่องถ่ายเอกสารสี (Color Copiers)
สามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนเครื่องขาว-ดำ แต่เพิ่มความสามารถในการพิมพ์สีที่คมชัด
- เหมาะกับใคร: ฝ่ายการตลาด, เอเจนซี่, หรือออฟฟิศที่ต้องพิมพ์ Presentation และโบชัวร์เพื่อนำเสนอลูกค้า
- จุดเด่น: สร้างความน่าเชื่อถือให้งานเอกสาร แต่ต้องแลกมาด้วยค่าวัสดุสิ้นเปลือง (หมึก 4 สี) ที่สูงกว่า
3. เครื่องมัลติฟังก์ชัน (Multifunction Printers – MFP)
นี่คือ “ตัวตึง” ประจำออฟฟิศยุคใหม่ เพราะเครื่องเดียวทำได้ทั้ง ปริ้นต์, ถ่ายเอกสาร, สแกน และแฟกซ์
- เหมาะกับใคร: แทบทุกออฟฟิศในปัจจุบันที่ต้องการประหยัดพื้นที่และรวมทุกฟังก์ชันไว้ในจุดเดียว
- จุดเด่น: รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi, สั่งงานผ่านมือถือ และสแกนเอกสารเข้า Cloud ได้ทันที
4. เครื่องถ่ายเอกสารแบบตั้งโต๊ะ (Desktop Copiers)
ย่อส่วนความสามารถของเครื่องใหญ่มาไว้ในขนาดกะทัดรัด
จุดเด่น: ประหยัดพื้นที่ ราคาเครื่องย่อมเยา แต่ถาดกระดาษอาจจะจุได้น้อยกว่าเครื่องใหญ่
เหมาะกับใคร: ออฟฟิศขนาดเล็ก (SME), Work from Home หรือวางไว้ตามโต๊ะแผนกที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

เลือกอย่างไรให้ “ฉลาด” และ “คุ้มค่า”?
ก่อนจะตัดสินใจเลือกประเภทไหน ลองเช็กลิสต์ 3 ข้อนี้ดูครับ:
- ปริมาณงานต่อเดือน: หากต้องพิมพ์เกิน 5,000 แผ่น/เดือน เครื่องแบบตั้งพื้น (Console) จะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
- ความเร็วที่ต้องการ (PPM): พนักงานในออฟฟิศมีกี่คน? ถ้าคนเยอะควรเลือกเครื่องที่มีค่า PPM (Page Per Minute) สูงๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องยืนต่อคิวรอนาน
- ฟังก์ชันเสริมที่จำเป็น: ต้องสแกนไฟล์ส่งอีเมลบ่อยไหม? ต้องเย็บแม็กอัตโนมัติหรือเปล่า? ฟังก์ชันเหล่านี้ช่วยประหยัดเวลาการทำงานได้มหาศาล
สรุป: ซื้อหรือเช่า แบบไหนดีกว่ากัน?
เมื่อเลือกประเภทที่ถูกใจได้แล้ว คำถามต่อมาคือจะเลือกครอบครองแบบไหนดี?
- ถ้าชอบความสบาย: การ “เช่ารายเดือน” มักเป็นคำตอบที่วัยทำงานชอบมากที่สุด เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องค่าซ่อม หรือค่าหมึกที่หมดกะทันหัน มีช่างคอยดูแลให้เสร็จสรรพ
- ถ้าเน้นสินทรัพย์: การซื้อขาดก็ช่วยให้คุณจัดการต้นทุนในระยะยาวได้ดีครับ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในเขต กรุงเทพฯ หรือปริมณฑล การเลือกประเภทเครื่องให้ตรงกับงาน ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดงบประมาณบริษัท แต่ยังช่วยให้ชีวิตการทำงานของคุณราบรื่นขึ้นอีกเยอะเลยครับ!